ยิ่งร้ายก็ยิ่งรัก (Ep.03)
posted on 05 Nov 2009 17:30 by b-huhucat in LongFicPairing: Won x Cin
Rating: - ใสๆๆ ไม่มีไรเลย
สิ่งที่มีชีวิตร่างอุ่นที่อาศัยผ่นอกกว้างเป็นที่พักพิงยังคงจมอยู่ในห้วงนิทราอย่างเหนื่อยอ่อน แผ่นอกเล็กกระเพื่อมลมหายใจเบาสม่ำเสมอร่างเปลือยเปล่าสองร่างกอดรัดแทบกลายเป็นเนื้อเดียวกันโดยปราศจากสิ่งคลุมกาย ซีวอนลืมตาโพลงหัวสมองว้าวุ่นไปด้วยหลากความคิดที่ประเดประดังกันเข้ามาไม่หยุดหย่อน สายตามคมไล่มองสิ่งต่างๆรอบตัวที่กระจัดกระจายราวผ่านพายุร้าย ซึ่งมันก็คืออารมณ์ร้อนของตัวเขาเอง เตียงนอนสภาพยับเยินที่เปื้อนเปรอะความต้องการ และหยดเลือด
แต่เขาก็อดปฏิเสธไม่ได้ว่ามันเต็มไปด้วยความสุขสมและอิ่มเอม ซึ่งมันอาจจะกลายเป็นความเอาแต่ใจของเขาฝ่ายเพียงฝ่ายเดียว แต่กับอีกคนมันก็คงจะเป็นฝันร้ายที่ยากจะลืมเลือน เป็นเวลาร่วมครึ่งชั่วโมงที่ซีวอนไตร่ตรองหาเหตุผล มารองรับการกระทำของตัวเองรู้สึกเสียใจไหมที่ทำลงไป คำตอบ คือไม่ แล้วอะไรกันทำไมเขาถึงทำอะไรอย่างนี้ลงไปเขารู้สึกยังไงกับคนในอ้อมกอดกันแน่........
ซอย ซีวอน คนที่เข้มแข็งและมีเหตุผลในทุกการกระทำคนนั้น หายไปไหน..
ทุกเรื่องในชีวิต ของเขามันอาจจะปราศจาก เหตุผลตั้งแต่วันที่เขารู้จักคนที่ชื่อ คิม ฮีซอล...
เสียงโทรศัพท์ปลุกเตือนตามเวลาดังก้องขึ้น มันคงชื่อภายในกระเป๋ากางเกงยีนส์ของเขาเอง ซึ่งตอนนี้คงกระจัด กระจายอยู่บนพื้นที่ใดซักที่ โดยที่คนอ่อนแรงไม่มีทีท่าว่าจะตื่นแต่อย่างใด ซีวอนค่อยผ่อนศรีษะเล็กลงหนุนหมอนนุ่ม แทนแผ่นอกตัวเองลุกขึ้นเดินหยิบเสื้อผ้าตัวเองบนพื้นเดินหายเข้าห้องน้ำไป.. น้อยครั้งที่เขาจะวิ่งผ่านน้ำด้วยความรวดเร็วเช่นนี้แต่งานในต่างจังหวัดที่รออยู่ทำให้เขาไม่มีเวลาจัดการอะไรมากนัก ในตอนนี้คนที่เขาหวังจะพึ่งพาได้ที่สุดก็คงหนีไม่พ้นจ่าฝูงลิงอย่างลีทึก..
"ซีวอน นายอยู่ไหนพี่ซึงรีโทรตามนายก็ไม่ยอมรับสาย .."
คนตาสวยรับสายพร้อมประโยคที่รัวยาวเสียงดังจนซีวอนต้องดึงมือถือห่างออกจากใบหู ก่อนตัวเองจะกลายเป็นเจ้าชายหูหนวก ...
"นายมารับฮีซอลที่ ปรินซ์ พาเลซด้วยก็แล้วกัน "
อะไรนะ ฮีซอลเป็นอะไร แล้วไปทำอะไรที่โรงแรม
"ชั้นต้องไปทำงานก่อนไม่มีเวลาอธิบาย แค่นี้นะ"
มือถือถูกปิดเครื่องหนี เพราะรู้ถึงนิสัยใจคออีกฝ่ายพอควร เดินออกจากห้องไปโดยไม่แม้แต่จะปรายหางตากลับมา ร่างที่ยังนอนบนเตียงนอน จึงพลาดโอกาศที่จะรับรู้ว่าได้ตื่นขึ้นมารับฟังถ้อยคำทางโทรศัพท์สั้นๆนั่น.. และร่างเล็กๆก็ใช้ความสามารถเป็นที่สุดในการสะกดกลั้นน้ำตาไม่ให้รินไหล
แค่เสียงประตูปิดดังขึ้นก็เหมือนสัญญาณให้น้ำตาปลดปล่อยออกมาอย่างต่อเนื่อง เขาคาดหวังอะไรกันนะ หวังที่จะตื่นขึ้นมาในอ้อมกอดอบอุ่น ได้รับจูบอรุณสวัสดิ์หรืออะไรกัน เรื่องเมื่อคืนมันก็แค่ฝัน ฝันร้ายที่ยาวนานทรมานได้สมจริงเสียจนก้อนเนื้ออุ่นเจ็บปวด แต่ในฝันร้ายก็ยังมีฝันดีอันอ่อนหวานให้รู้สึกสุขสมอิ่มเอมใจ ล่องลอยไปกับความหวานชื่นก่อนจะถูกดึงกระชากตกลงมารับรู้ความโหดร้ายในโลกแห่งความเป็นจริง ...
...คิม ฮีซอล .. นายจะร้องไห้ไม่ได้นายเป็นผู้ชาย
นายไม่ใช่อิสตรีที่จะต้องหวงแหน กับร่างกายความบริสุทธิ์
เรื่องเมื่อคืนมันคือความฝันที่นายจะต้อง ลบลืม จะต้องพยายามลบลืมแต่ทำไม ทำไมถึงทำไม่ได้ ฮีซอลได้แต่ปล่อยน้ำตาให้รินไหล ไม่มีอะไรที่ร่างบางจะทำได้นอกเหนือจากการร้อง และร้อง เมื่อตระหนักถึงความจริงที่ว่า คิม ฮีซอลรัก .. รักคนใจร้ายที่ชื่อ ชอย ซีวอน ....
ภายในห้องสี่เหลี่ยมก้องสะท้อนไปด้วยเสียงสะอื้น.. สะอื้นไห้ราวไม่มีที่สิ้นสุด
คนที่เปิดประตูพรวดพราดเข้ามาภายในห้อง ชะงักงันกับภาพที่ปรากฏตรงหน้าความเสียหายของข้าวของที่อยู่บนพื้นสภาพราวพายุร้ายพัดผ่าน แต่คงยังไม่สาหัสเท่ากับเตียงกว้างที่สภาพยับเยินเสียหายบ่งบอกถึงการใช้งานอย่างหนัก จากกิจกรรมบางอย่าง
ร่างเปลือยอวดร่องรอยแดงชัด รอยเขียวคล้ำ รอยกัด ป่าเถื่อนสลบไสลไม่ได้สติ มีผ้าห่มผืนหนาคลมสะโพกมนไว้หมิ่นเหม่ มือเรียวอุดปากตัวเองไว้แน่นก่อนจะเผลอปล่อยเสียงร้องน้ำใสรินช้าๆอย่างสงสาร เพื่อนร่วมวงอย่างสุดหัวใจปล่อยให้ตัวเองซุกอยู่กับอ้อมกอดของคังอินตามแรงที่คนตัวโตกว่าชักนำ
..นี่มันอะไรกัน ..
"ไม่เป็นไรร้องเถอะที่นี่ มีแค่ฉัน ..ร้องเถอะ "
คังอินโอบกระชับอ้อมกอดให้แน่นหนายิ่งขึ้น จมูกโด่งกดลงเบาๆที่ผมนุ่มคนรักของเขาอ่อนโยนเขารู้ดีที่สุดยิ่งกว่าใครใบหน้าหล่อขบฟันแน่นด้วยแรงอารมณ์โมโห ฮีซอลก็เป็นพี่ของเขาคนนึงเหมือนกันนายทำแบบนี้ก็เท่ากับประกาศตัวเป็นศัตรูกันซีวอน ในเมื่อนายมีของมีค่าอยู่ในมือแต่กลับไม่รู้ถึงวิธีการรักษาเอาไว้ฉันคนนี้ก็จะสอนนายเองว่าการสูญเสียมันเป็นยังไง นายอาจจะมีพร้อมจนเกินไปจนไม่รู้ค่าถึงสิ่งที่มี
........... นายจะต้องได้รับบทเรียน ซอย ซีวอน ...........
"เดี๋ยวพี่ปลุกพี่ฮีซอล แล้วพากลับไปที่บ้านเองก่อนนะฮะ ถ้าผมอยู่ด้วยพี่ฮีซอลจะไม่ค่อยสะดวก "
มืออุ่นเช็ดน้ำตาออกจากใบหน้าดวงตาสวยที่มันเคยแย้มยิ้มให้เขามีแรงหายใจ มันสะท้อนความทุกข์ใจเศร้าใจออกมาอย่างน่าใจหาย จนจิตใจเข้มแข็งแกว่งไกว
"พอเเล้วนะฮะ อย่าร้องไห้พี่ก็รู้ว่ามันทำร้ายผม .."
ริมฝีปากหนาจูบประทับดวงตาสวยที่พริ้มหลับลงอย่างรอคอยสัมผัสอุ่น ให้ความอ่อนโยนมันซึมซับเข้าไปในหัวใจแทบคำปลอบโยน คำต่อว่าแสนหวานทำให้ลีทึกอดที่จะขัดเขินไม่ได้"ไว้ใจผม ปล่อยเรื่องนี้ให้เป็นหน้าที่ขององครักษ์ประจำตัวคนนี้นะฮะ รับรองว่าคนบางคน..."
"จะจดจำมันไปตลอดชีวิต.."
ตอนนี้คนที่กำลังทำงานท่ามกลางแสงแฟลตและกล้องหลายสิบตัว ดูคล้ายคนที่อยู่แต่เพียงร่างกายแต่จิตใจลอยไปไกลสุดกู่ เป็นครั้งแรกของการทำงานที่ดูเหมือนเขาจะทำทุกอย่างตรงกันข้าม กับสคริปที่อยู่ในมือและเสียงสั่งงานจากช่างกล้อง
การยิ้มกลายเป็นสิ่งที่ทำได้ยากที่สุด สำหรับชอย ซีวอน
คนที่มีลักยิ้มข้างแก้ม รอยยิ้มเจ้าเสน่ห์ที่ทุกคนเห็นจนชินตากลับยิ้มออกมาไม่ได้อย่างเคย จนคนที่อยู่หลังเลนส์กล้องผู้มากไปด้วยประสบการณ์สามารถสัมผัสได้ชายหนุ่มโค้งอย่างสุภาพเพื่อขอพัก 15 นาทีจัดการกับอารมณ์ของตัวเองเดินออกมาจากสตูใหญ่
หมอกควันลอยเอื้อยอิ่งอยู่ในบรรยากาศชั่วครู่ก่อนจะสลายหายไป กลิ่นมิ้นต์อ่อนๆของบุหรี่มวนเล็กผ่อนคลายความหนักอึ้งในห้วงอารมณ์ไปได้บางส่วน แต่มันก็ไม่ได้สลายไปง่ายดายเช่นหมอกควัน
.. เฮ้อ ... เขาจะไม่กลุ้มใจเท่านี้เลยหากว่าเขารู้ว่าเขากลุ้มเพราะอะไร และทำไมถึงไม่กล้าอยู่สู้หน้าใครบางคน ทั้งๆที่เขาจะทำเป็นเฉยไม่รับรู้ไปเลยก็ได้ แต่นั่นมันก็ยังไม่หนักหนาเท่าคำถามที่ว่า เขาทำอย่างนั้นลงไปเพราะอะไร ..
"เดี๋ยวหน้าหล่อๆ ก็ย่นก่อนวัยอันควรหรอก ซีวอน"
อิม แตฮี ช่างภาพผู้มากประสบการณ์และฝีมือเอ่ยแซว นายแบบ หนุ่มที่ถอนหายใจยาวจนอายุสั้นไปหลายปี ผมสีดอกเลาและรอยย่นแห่งวัยบอกถึงการเดินทางที่ยาวนานของชายวัย46 ปี
" ท่าทางผมแย่ขนาดนั้นเลยเหรอฮะ " ซีวอนหันกลับไปตอบพร้อมหลีกขยับกายเพื่อเว้นที่ว่างให้คนสูงวัยกว่า ..คำตอบที่ได้รับกลับทำให้ซีวอนหน้าชาไปชั่วครู่
"ท่าทางนายเหมือนเด็กที่ทำความผิด แล้วกำลังวิ่งหนีอย่างไงอย่างงั้น ..."
ความเงียบงันเป็นคล้ายคำตอบสายตาคมอ่อนแสงทอดมองไกลสุดสายตาปล่อยความคิดล่องลอยไปไกล สิ่งที่เขาทำก็คงจะเรียกว่าความผิดได้ แต่เขาไม่ได้หนี เขาแค่มาทำงานของตัวเองก็เท่านั้นคนฐิทิสูงยังคงไม่ยอมรับ
"เคยทำอะไรโดยที่ไม่มีเหตุผลบ้างไหมครับ ..."
"ฮ่า ฮ่า ...ฮะ เด็กจริงๆนายนี่ ." เสียงหัวเราะของชายสูงวัยมันไม่ทำให้โมโหได้เท่ากับคำว่าเด็ก เขาโตแล้วและก็เป็นผู้ใหญ่พอที่จะตัดสินใจอะไรเองได้แล้ว ...
"ช่างเถอะ ฮะ " ซีวอนตัดบทเมื่อเห็นว่าคงไม่ได้คำตอบอะไรที่ดี
"ไม่มีใครทำอะไรโดยไม่มีเหตุผลหรอกเด็กน้อย ถึงแม้ว่าในเวลานั้นเราจะอยู่ในความโกรธหรือขาดสติเพียงใด ชั้นเชื่อว่าสุดท้ายแล้วนายเองก็จะรู้ว่าสิ่งที่ทำลงไปไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีหรือร้าย....นายก็จะค้นหาคำตอบได้ในที่สุด .."
"เพียงแต่ว่า ... นายกล้าหาญพอที่จะยอมรับมันหรือเปล่าก็เท่านั้น .."
ซีวอนไม่ได้หันหน้าไปดูอารมณ์คนเอ่ยคำ ท่าทีคล้ายไม่สนใจแต่ทุกคำพูดกลับฝังจำขึ้นใจ คล้ายก้องกังวานไปทั่วประสาทรับรู้ คนสูงวัยส่ายหัวเล็กน้อยให้คนดื้อดึง เด็กหนุ่มหน้าตาดีมีน่าที่การงานที่ทุกคนก็ต้องอิจฉาชื่นชมจะทุกข์ใจเรื่องอะไรได้ นอกจากความรัก..
.................แต่ดูเหมือนเจ้าตัวจะยังไม่รู้สึกด้วยซ้ำว่ากำลังทุกข์ใจเรื่องอะไร ................
การทำงานผ่านไปได้อย่างรวดเร็วเพราะการเปลี่ยนธีมของงานอย่างกระทันหัน เพราะนายแบบกลายเป็นมนุษย์ที่หลงลืมวิธีการยิ้มกระทันหัน จากรูปแบบของสูทดำภายใต้รอยยิ้มอ่อนโยนอบอุ่นดูเป็นเจ้าชายผู้น่าหลงไหล ถูกเปลี่ยนให้เป็นเจ้าชายผู้เงียบขรึม ชาเย็นใต้อาภรณ์สีดำสนิท รอยย่นกลางหน้าผาก คิ้วได้รูที่ขมวดอย่างคนใช้ความคิดตลอดเวลาและสุดท้ายดวงตาที่นิ่งสนิทปราศจากชีวิตชีวากลายเป็นแรงดึงดูดได้อย่างแตกต่าง......
บ้านที่รวบรวมคนต่างพ่อ ต่างแม่ต่างนิสัยใจคอที่เคยวุ่นวายซะยิ่งกว่าซาฟารีเวิลด์กลับเงียน
สนิทได้อย่างเหลือเชื่อ เสียงทะเลาะหยอกล้อ วิ่งไล่ก็หายไปราวใช้เวทมนตร์คนสองคนที่ถือว่าเป็นพี่อายุมากที่สุดสองคนกลับเข้าห้องมาในสภาพดวงตาแดงช้ำก่ำแดงประคับประคองกันหายไปในห้อง..
ห้องทั้งห้องก็ตกอยู่ในสภาพเงียบสนิทคนเข้มแข็งอย่างพี่ฮีซอล ร้องไห้ได้มากมายขนานนั้นก็เท่ากับว่าเรื่องที่เจอะเจอเลวร้าย และรุนแรงหนักหนาแก๊งค์ลิงน้อยมองตามพี่ตาปริบๆ เสียงล๊อคห้องจากข้างในเรียกสติทุกคนกลับคืนมา ดงเฮตั้งตัวได้เป็นคนแรกก็ถลาจะเข้าไปเคาะห้องเรียกแต่ติดที่อ้อมแขนแข็งแรงที่โอบกอดจากข้างหลังอย่างรวดเร็ว
"พี่ พี่ฮีซอลปล่อยชั้นนะ ปล่อยจะไปหาพี่ " ดงเฮเริ่มอาละวาดโวยวายฮยอคแจเห็นดังนั้นก็รีบวิ่งจะเข้าไปช่วยเหลือเพื่อนรักทันที..
" ฮยอคแจ" คนดุเสียงเข้มคว้าเอวบางไว้อย่างง่ายดาย ปล่อยให้สองมือเล็กทุบบ่าทุบแขนโวยวายอยู่ในอ้อมกอดโดยไม่ที่อีกคนไม่ได้ป้องกันทั้งๆทีสามารถทำได้ ได้แต่ปล่อยคนรักระบายความอัดอั้นจนเจ้าของกำปั้นเหนื่อยอ่อนยอมซุกซบแต่โดยดี...
"จะเข้าไปหาพี่ จะไปหาพี่มันเกิดอะไรขึ้น " สองเสียงเอ่ยสะอึกสะอื้นพร้อมกันอย่างไม่ได้นัดหมายด้วยหยดน้ำตา ภายใต้อ้อมกอดของคนรัก
ซองมินกระต่ายน้อยที่แสนดื้อดึงยืนร้องไห้เงียบๆหน้าประตูห้อง....มีคนรักมันดีอย่างนี้นี่เอง ยามทุกข์ ยามเศร้าถ้าเขามีคนรักก็จะมีคนเช็ดน้ำตามีคนโอบกอดเอาไว้อย่างดงเฮ และฮยอคแจ สมาชิกที่ดูเหมือนจะพูดน้อย วุ่นวายน้อยนั่งนิ่งเงียบบนโซฟาตัวใหญ่ ต่างก็มองสบตากันและกันปล่อยให้ความเงียบปกคลุม...
"คิบอม ฮยอคแจนายพาสองคนเข้าห้องไปกันก่อนเถอะ นายด้วยชินดง"
ร่างหนาที่เดินตามเข้ามาทีหลังเห็นอาการสมาชิกก็พอจะคาดเดาได้ว่าเกิดอะไรขึ้น ถึงแม้ว่าแต่ละคนจะสนิทสนมมากน้อยแตกต่างกันไปแต่ระยะเวลา 2 ปีกว่าก็หล่อหลอมคนจำนวนหนึ่งโหลให้ผูกพันธ์รักใคร่กันอย่างที่สุด แตกต่างกันก็แค่วิธีการแสดงออกของแต่ละคนเท่านั้น
และแตกต่างกันที่รูปแบบของความรัก. เพื่อน หรือว่า คนรัก.. เท่านั้น
"เยซองนายพาน้องเข้าห้องไปก่อน .. ซองมินมาช่วยชั้นทำข้าวต้มในครัวที"
ซองมินมองกลับมาที่คนเกเร โมโหร้าย ไม่มีแววตาล้อเล่นที่คุ้นเคยมีเพียงคังอินที่เข้มแข็ง และเป็นที่พึ่งพาได้อย่างไม่น่าเชื่อสิ่งเดียวที่ทำให้คนๆหนึ่งเข้มแข็งและอ่อนแอไปได้ในเวลาเดียวกัน สิ่งนั้นก็คือ
................ ความรัก ...................
ดวงตาช้ำบวมเหม่อมองไปไกลปล่อยน้ำใสไหลริน นั่งนิ่งราวตุ๊กตาสลักไม่มีชีวิต พอๆกับอีกคนที่ร้องไห้เงียบๆ ไม่คิดจะเช็ดน้ำใสที่บดบังการมองเห็น เปลี่ยนชุดนอนขายาว แขนยาว ให้ร่างกายสวยงามเต็มที่ไปด้วยร่องรอยป่าเถื่อน...เปลี่ยนจากสีแดงเป็นช้ำเขียวตัดกับผิวสีขาวสะอาด
"ชั้นขอโทษที่อ่อนแอเกินไป จนปกป้องนายไม่ได้" ลีทึกกลั้นสะอื้นเอ่ยคำกระท่อนกระเเท่น ใบหน้าสวยส่ายหน้าเล็กน้อยมือเรียวเช็ดน้ำตาให้กันและกัน พยายามฝืนส่งยิ้มเพื่อให้อีกฝ่ายสบายใจ..
" ไม่ต้องขอโทษหรอก .. ชั้นเต็มใจ .. มันน่าอายที่จะบอกว่าชั้นรักคนใจร้ายคนนั้น."
"อีซอล " อีทึกอุทานแค่นั้นร่างผอมบางก็โผเข้ากอดกันร้องไห้เป็นเพื่อนกัน จนเหนื่อยล้าหลับลงไปพร้อมกันในที่สุด..
บางครั้งคนเราก็ไม่จำเป็นจะต้องพูดสิ่งใดออกมาแม้แต่คำเดียว ในบางครั้งสายตาและการกระทำมันสามารถบ่งบอกทุกอย่างได้ดีกว่าหลายเท่า ห้องที่เตียงเดี่ยวสองเตียงกลับบรรจุไปด้วยสมาชิกนับ 10 คนแออัดกันอยู่ ทุกสายตาจ้องไปที่ร่างบางบนเตียงนอนที่ค่อยๆละเลียดกินข้าวต้มหอมฉุยจากฝีมือการป้อนของลีดเดอร์คนสวย
ไม่มีคำถามให้ลำบากใจที่จะตอบ
ไม่คำปลอบ ที่เป็นเหมือนการตอกย้ำให้จำจดเรื่องเลวร้าย
มีแต่สายตาแสดงความห่วงใย และความจริงใจที่สื่อสารผ่านสายตา..
ใครว่าความผูกพันธ์ในวงบอยแบรนด์เป็นสิ่งจอมปลอมเป็นเรื่องโกหก เตียงเดี่ยวถูกเลื่อนมาชิดกัน แออัดไปด้วยแก๊งค์สามลิงและคนรักที่นอนกุมมือกันแน่น ชินดงหมูอ้วนที่นอนอืดอยู่ข้างเตียง.. คนพูดน้อยสองคนที่ห่มกอดรัดให้ความอบอุ่นกันและกันอย่างไม่รู้ตัว ลีทึกยืนมองภาพนั้นด้วยน้ำตาความเหนื่อยล้าที่เคยมีมาจากภาระหน้าที่อันหนักหนาเพียงเพราะว่าอายุมากที่สุดในวงถูกหยิบยื่นมาให้ โดยไม่มีสิทธิ์ เอ่ยคำปฏิเสธ แค่เพียงหน้าที่ของตัวเองที่จะต้องรับผิดชอบก็หนักหนาสาหัสแล้ว ทำไมเขาจะต้องมาดูแลคนอีกเป็น 10 คน
กี่ครั้งที่ต้องก้มหัว เอ่ยคำขอโทษในสิ่งที่ตัวเองไม่ได้ทำ
กี่ครั้งที่ต้องก้มหัว ยอมรับฟังคำดุด่าในที่สิ่งที่ตัวเองไม่ได้กระทำ
แต่มาวันนี้ เขากลับภูมิใจที่ได้เป็นหัวหน้าวงรู้สึกรักกับการคอยดูแลเอาใจใส่ทุกคน ไม่รู้สึกถึงภาระที่ต้องแบกรับ ความอุ่นจากอ้อมกอดจากทางด้านหลังทำให้ลีทึกเอนกายพิงน้ำหนักลงไปอย่างไว้ใจว่าคนข้างหลังจะไม่ปล่อยให้ตัวเองหงายหลังลงไปกองกับพื้นแน่นอน มือเล็กวางทาบลงไปที่แขนแข็งแรงลูบไล้อย่างแผ่วเบาเอื่อยอิ่ง..
"จะช่วยใช่ไหม จะจัดการผู้ชายคนนั้นให้ใช่ไหม" เสียงหวานเอ่ยเบาๆๆ
"ฮะ .. ถึงเวลานั้นผมขอ.. รางวัลด้วยนะฮะ.... "
คำขอของคังอินทำให้ลีทึกอดหวาดหวั่นไม่ได้ เขาหลีกเลี่ยงและเอาเปรียบคนๆนี้มานานแค่ไหนแล้วนะเพราะความกลัวและหวั่นไหวถึงอนาคตข้างหน้าสมควรหรือที่เขาผู้เป็นพี่จะมีความสัมพันธ์แบบนี้กับรุ่นน้องในวง.. แต่คังอินก็สามารถพิสูจน์ตัวเองให้เขาสามารถเชื่อใจและไว้วางใจได้ ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นคังอินก็จะไม่ทิ้งเขาไป
.......รอก่อนนะคังอินคนๆนี้ไม่สามารถมีฃีวิตอยู่ได้โดยปราศจากนาย ชั้นไม่สามารถหลับไหลได้ถ้าขาดอ้อมกอดของนาย ชั้นไม่สามารถยิ้มออกมาได้ถ้าข้างๆไม่มีนายยืนอยู่..... เพราะฉะนั้น .. อย่าเพิ่งเบื่อรำคาญคนขี้กลัวและคิดมากอย่างชั้นซะก่อนนะ ..
ห้องกว้างขวางเต็มไปด้วยเครื่องอำนวยความสะดวกราคาแพง ที่นานๆครั้งผู้เป็นเจ้าของจะกลับมาใช้งานไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่เครื่องใช้ไฟฟ้าทุกอย่างถูกเปิดใช้อย่างไม่สมควรไล่ตั้งแต่แอร์ ไฟให้ความสว่างในห้องทุกดวง เครื่องเสียง ทีวีจอแบนเครื่องยักษ์ที่ฝังตัวอยู่ในกำแพงหนาที่แผดเสียงดังอย่างน่ารำคาญแต่
ซีวอนยิ่งรู้สึกถึงความเงียบและหดหู่อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนจนกระทั่งหน้าจอทีวีเปลี่ยนจากข่าวน่าเบื่อเป็น MV เพลงที่มีตัวเองเเละเพื่อนร่วมวงกำลังเต้นและร้องอย่างสนุกสนานอยู่หน้ากล้อง..
รอยยิ้มหวาน ท่าทางที่เป็นธรรมชาติดวงตากลมโตเต็มไปด้วยความสุขร้องและเต้นไปพร้อมกับเพื่อนๆ สมาชิก และไม่ว่ากล้องจะย้ายไปจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าของใคร สายตาของซีวอนก็จะคอยไล่มองตามแค่เพียงคนๆเดียว
โอจิก ฮัน ซารัมมันนึล ซารังฮาโก อิตกีเอ
ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ไม่ว่าจะทำอะไร ก็ยังคิดถึงแต่คนๆเดียวเท่านั้น
"เพิ่งรู้ว่า ลูกชายของชั้นโดนพิษรักเล่นงานจนกระทั่งต้องกลับบ้านมาเลียแผลใจนะ"
"คุณนาย " ซีวอนสะดุ้งสุดตัวเพราะเสียงทีวีเสียงเพลงมันดังกลบเสียงเคาะประตูของคุณแม่ยังสาวที่ถือวิสาสะเปิดประตูเดินเข้าห้องมา เพราะคนใช้เก่าแก่เข้ามารายงานว่าคุณชายของบ้านกลับมาและก็เดินตัวลอยใจลอย หายเข้าห้องเงียบเป็นเวาลานานกว่า 3 ชั่วโมง
เข้าหาเห็นก็ลูกชายตัวดีนังขัดสมาธิอยู่หน้าจอทีวีมือหนาลูบไล้อยู่ที่ใบหน้าของใครบางคนในจอทีวีจอแบน ออกอาการพร่ำเพ้อได้ขนาดนี้แสดงว่าคนหน้าสวยคนนั้นคงจะมีอิทธิพลกับลูกชายตัวดีของตัวเองเป็นแน่
มือที่ลูบไล้อยู่หน้าจอทีวีทำให้ซีวอนตกใจเสียยิ่งกว่าเสียงของคุณนายที่รักเสียอีก เมื่อไหร่กันนี่เขาไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเดินมานั่งอยู่ที่หน้าจอตั้งแต่เมื่อไร เกิดอะไรขึ้นกับตัวเขากันแน่ ซีวอนลุกตามแรงฉุดของคนเป็นแม่มานั่งบนโซฟากลางห้อง หนุนลงไปที่ตักอุ่นนิ่งเงียบ
คนเป็นแม่เห็นอาการลูกก็อดยิ้มออกมาไม่ได้ ท่าทางจะเป็นหนักแฮะ เด็กคนนั้นชื่ออะไรกันนะทำให้คุณชายผู้หยิ่งผยองหมดลายได้ขนาดนี้ ...
"ซีวอน .."
"ฮะ คุณนาย .." เสียงขานตอบอู้อี้เมื่อหัวกลมๆเหมือนจะพยายามมุดลงกับตักอุ่นๆ
"รู้ไหมว่าข้อดี และข้อเสียของลูกคืออะไร .." คุณแม่คนสวยเอ่ยถามลูกชายตัวดีที่ไม่ว่าจะเติบโตไม่เท่าไหร่ สำหรับคนเป็นแม่ลูกชายของเธอก็ยังคงเด็กเป็นคุณชายสุดแสนจะเอาแต่ใจคนเดิม
" จะว่าเป็นความผิดของพ่อกับแม่ก็ได้นะ ที่ปล่อยลูกไว้กับเงินทองและคนใช้ "
ข้อดีของลูกก็คือ ความเพียบพร้อมทั้งหน้าตา การงาน ชาติตระกูลไม่ว่าลูกต้องการอะไร อยากได้อะไรลูกก็จะได้มาโดยที่ไม่ต้องพยายามทำอะไรเลย เมื่อไรที่ลูกทำผิดก็จะมีคนคอยตามแก้ไขให้ทุกอย่าง ลูกไม่เคยต้องขอโทษใครถึงแม้ว่าจะทำความผิดอะไรไว้..
แต่ข้อเสียของลูก มันก็คือความหยิ่งทะนง ถือตัวและสะกดคำว่าแพ้ไม่เป็น อะไรที่ลูกคิดว่าถูกต้องถูกถึงแม้ว่ามันจะผิดในสายตาคนอื่นก็ตาม สิ่งต่างๆลูกได้มาอย่างง่ายดายทำให้คุณชายซีวอนเป็นคนไม่เห็นคุณค่าของสิ่งต่างๆ ลูกมีแต่รับไม่เคยต้องเป็นฝ่ายให้วันใดที่ลูกรู้สึกรักหรือผูกพันธ์อะไรหรือกับใคร ลูกจะไม่รู้จักวิธีดูแลทนุถนอมสิ่งเหล่านั้นไว้
คนที่ไม่ค่อยพูดบทจะพูดก็พูดยาว จี้ใจดำคนใจร้ายอ้อมแขนกระชับรอบเอวเล็กคุณแม่ยังสาวหลับตานิ่งชอย ซีวอนไม่ใช่คนโง่ชายหนุ่มรู้ดีว่าสิ่งที่เขากำลังหลีกเลี่ยงหลีกหนี ก็คือใจของตัวเองเขากลัว กลัวที่จะยอมรับว่ารัก รักคนชื่อคิม ฮีซอล รักทั้งๆที่เคยห้ามใจตัวเองไว้แล้ว รักทั้งๆที่แสดงออกในสิ่งที่ตรงกันข้าม รักทั้งๆที่ไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไร พูดอย่างไร
" คุณนาย ขอโทษเขาพูดยังไงแล้ว ถ้า .. ถ้ารักต้องทำอย่างไร "
คำถามที่ลูกชายถามเรียกเสียงหัวเราะจากคุณแม่คนสวย..ได้ลั่นห้อง.. ให้ตายเถอะลูกชายชั้น
เด็กหน้าสวยนั่นชื่ออะไร ?
"คิม ฮีซอลฮะ .... แม่ !!!!! ......" ซีวอนร้องเสียงหลงเมื่อถูกหลอกถามเงยหน้าขึ้นมาพบกับรอยยิ้มรู้ทัน. ใบหน้าติดแดงเล็กๆมุดลงตักแม่ตามเดิม..
"สวยเสียจนผู้หญิงอายเลยแหะ.. พาทานข้าวที่บ้านเราบ้างนะลูก...."
"เขาคงเกลียดผมไปแล้วล่ะฮะ จะทำยังไงดี " ซีวอนพูดเบาในลำคอคล้ายพูดกับตัวเองเสียมากกว่าทำเรื่องเลวร้ายไว้มากมายขนาดนั้นจะยังให้อภัยกันอีกไหมนะ....
"ไม่เห็นต้องทำอะไรเลย.."
... อยากรักก็รัก .. อยากกอดก็กอด...อยากจูบก็จูบ ... คุณชายชอย ซีวอนก็มีวิธีการแสดงออกที่เป็นแบบฉบับของตัวเอง.. ไม่เห็นจำเป็นจะต้องใช้สมองเลย ไม่ต้องคำนวนต้นทุนคิดว่าจะได้กำไรผลตอบแทนหรือเปล่า.. แค่ฟังเสียงหัวใจไม่วิ่งหนีอย่างที่ลูกกำลังทำอยู่....
ใช่ไม่เห็นจะต้องคิดมากทำไมต้องมีเหตุผล คนที่เคยเหงาหงอยร่าเริงขึ้นจากหน้ามือเป็นหลังมือ ลุกพรวดพราด
"...รักคุณนายนะฮะ ผมจะกลับแล้วจุ๊บ.." ลิงโลดเป็นคนละคนจุ๊บแก้มคุณนายได้ก็วิ่งตัวปลิวออกไปทันที
"เอาแต่ใจ ถอดแบบพ่อออกมาเหมือนกันที่สุดเลย.."
คุณนายชอยบ่นพึมพรำกับตัวเองด้วยรอยยิ้มน้อย ๆๆ
"ยิ้ม ยิ้มซิ .. คิม ฮีซอล.."
ดวงตาที่เริ่มหายช้ำยังคงดูเศร้าซึม ร่างบางนั่งนิ่งอยู่หน้ากระจกบานใหญ่หลายวันที่คนใจร้ายหายหน้าไป ทำให้ฮีซอลมีเวลาทำใจลึกๆแล้วเขายังไม่พร้อมกับการเผชิญหน้า ไม่รู้จะวางตัว จะพูดจะคุยกันอย่างไรมีคำถามมากมายที่อยากรู้คำตอบแต่ จะถามออกไปได้ไหม แล้วถ้าซีวอนกลับมาเป็นซีวอนคนเดิมเขายังจะสามารถรับมันได้หรือเปล่า
.. คิดมากไปก็เท่านั้นหน้าที่ตอนนี้ คือทำงาน ต้องทำงาน ..
"เห้อ .. ยิ้มซิ ยิ้ม "
"สะกดจิตตัวเองเหรอฮะ ฮยอง .."
คังอินเอ่ยแซว เดินเข้ามานั่งบนเตียงนอนกลางห้องมองดูฮีซอลที่พยายามสั่งตัวเองให้ยิ้มแย้มร่าเริงทั้งๆที่ภายในหัวใจยับเยินไม่มีชิ้นดี.
"แสนรู้จังนะ เจ้าหมี .." ฮีซอลตอบกลับคังอินพร้อมค้อนให้น้อยๆๆ
"ฮ่า ฮ่าาา .... จิกกัดได้ตามปกติแสดงว่าหายแล้ว.."
คังอินหัวเราะร่วนสักพักก็เดินสีหน้าจริงจังมายืนซ้อนข้างหลังร่างบางที่นั่งอยู่ ฮีซอลมองสบตากับเงาในกระจกแทนการหันหน้าไปมอง ชายหนุ่มดูโตเป็นผู้ใหญ่เกินตัวผิดกับตัวเองที่ยังทำอะไรตามใจตัวเอง ไม่รู้จักยับยั้งชั่งใจน่าอิจฉาลีทึกจริงๆทำยังไงนะถึงเปลี่ยนเจ้าหมีเกเรไม่มีสมองชอบใช้แต่กำลังให้กลายเป็น องครักษ์พิทักษ์ลีดเดอร์ไปได้...
"พี่ฟังผมนะ ต่อไปนี้ให้พี่ยิ้มเท่าที่พี่อยากจะยิ้มอยู่เฉยๆ ไม่ต้องทำอะไร ถ้าเจอคนๆนั้นสิ่งเดียวที่พี่ต้องทำก็คือเงียบเฉย และหลีกเลี่ยงที่จะพูดคุยเรื่องอื่นปล่อยให้เป็นธุระผมจัดการเอง "
"นายกำลังจะทำอะไรคังอิน ." มีแต่รอยยิ้มที่จริงใจแทนคำตอบให้ฮีซอลรู้สึกสบายใจ ถึงแม้จะยังไม่เข้าใจกับสิ่งที่คังอินกำลังจะทำ
"พี่อย่าใจอ่อนก่อนก็แล้วกัน .. ไปเถอะฮะน้องๆรออยู่ข้างนอก...ป่านนี้ลิงน้อยคงอาละวาดจนคนเลี้ยงลิงปวดหัวแล้วล่ะ "
เเล้วก็เป็นอย่างที่คังอินว่า.. ถึงแม้ว่าจะอยู่บนรถตู้แล้วก็ตามแก๊งค์สามลิงก็ยังไม่เลิกโวยวายแย่งกันจะนั่งใกล้พี่ชายจนลีทึกต้องดุให้กลับไปนั่งที่แล้วเดินไปนั่งข้างฮีซอลเองปล่อยให้คังอินนั่งโทรศัพท์อยู่ที่เก้าอี้ด้านหน้า ไม่วายมีเสียงบ่นกระปอดกระแปดจากน้องๆ ที่พากโอกาศออดอ้อนดูแลพี่ชายหน้าสวย..
"ถ้านายยังมีสามตัวนั้นคอยอยู่ข้างๆ นายไม่มีเวลาคิดมากหรอก เชื่อชั้นซิ ..."
เป็นเวลากว่า 3 วันที่ฮีซอลได้ผู้ติดตามหน้าหมีคอยรับ คอยส่งมีลิงน้อยที่แย่งชิงกันมานอนเป็นเพื่อนข้างๆ ไม่ปล่อยให้ต้องอยู่คนเดียวมีเวลาคิดมากอย่างที่อีทึกเคยพูดไว้จริงๆ ถึงจะดูวุ่นวายไปบ้างแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามีความสุขแล้วก็ไม่ต้องฝืนยิ้มอย่างวันแรกๆ ถึงแม้ว่าความทรงจำเลวร้ายจะตามไปทำร้ายในความฝันบ้างแต่เมื่อตื่นขึ้นมาก็จะพบกับมิตรภาพที่ยังรายล้อมตัวและคอยดูแลปกป้องเสมอ ..
วันนี้ก็เป็นอีกวันที่ฮีซอลมีคังอินขับรถมาส่งที่ทำงาน.. แต่พอถึงที่คังอินกลับเดินถือของตามหลังฮีซอลมาติดๆๆ
"วันนี้ผมว่าง ไม่มีงานจะอยู่เป็นเพื่อนพี่ฮะ ". คังอินเฉลยตอบความสงสัยให้ฮีซอล
"นายไม่ไปเฝ้านางฟ้าของนายล่ะ "
ฮีซอลอดคิดไม่ได้ว่าตัวเองขัดขวางเวลาความสุขอันน้อยนิดที่จะได้อยู่ด้วยกัน ของเพื่อนสนิทกับคนรักความรู้สึกเหมือนเป็นตัวถ่วงทำให้คนอื่นๆพลอยเดือดร้อนกับเรื่องของตัวเองแว่บเข้ามาในสมอง และก็เหมือนว่าคังอินจะเข้าใจร่างบางได้อย่างดี
"สลัดความคิดบ้าๆนั่นออกจากสมองได้เลยฮะพี่ ผมเต็มใจและก็ เดี๋ยวพี่ลีทึกจะตามมา วันนี้ตอนเย็นเราจะไปซื้อของเข้าบ้านด้วยกัน"
.. อื้ม ...ฮีซอลรับคำแล้วเดินตรงไปยังด้านใน
คังอินวางสัมภาระในมือลง สายตาสอดส่ายหาใครบางคนก็แล้วก็เจอเป้าหมายในที่สุด
"พี่มีคนอยากแนะนำให้รู้จักฮะ .."
คังอินจูงมือร่างบางเดินไปหาใครคนนั้นโดยไม่รอฟังคำตอบรับหรือปฏิเสธ ฮีซอลส่ายหน้าน้อยๆใหักับความเอาแต่ใจของอีกคน
... กึนซก ..
เจ้าของชื่อละสายตาจากสคริปในมือ . เรือนร่างเพรียวบาง ใบหน้าใสปาก คอ คิ้วคางที่ประกอบเป็นคนๆนี้ดูน่ารักน่าใคร่สมคำร่ำลือเสียจริงนี่เหรอคนสวยที่คังอินพูดถึง คนที่เอสเจห่วงหนักหนาถึงขั้นมาฝากฝังให้เพื่อนเก่าอย่างเขาคอยดูเทคแคร์ให้ระหว่างที่ทำงานร่วมกัน สายตาที่เพื่อนเก่ามองคนที่อยู่เบื้องหลังทำให้คังอินรู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อย จากที่จะให้แกล้งเป็นแฟนหลอกๆหวังว่ากึนซกมันคงไม่เอาจริงขึ้นมาให้กลายเป็นรักสามเศร้าหรอกนะเพราะถ้าเป็นอย่างนั้นเรื่องมันคงบานปลายไปยิ่งกว่านี้
คิดมากน่าคังอิน . ไม่ว่าใครเจอพี่ฮีซอลมันก็จดจ้องกันเป็นธรรมดาอยู่แล้ววว..
"พี่ฮีซอล นี่กึนซกเพื่อนเก่าผมเองแล้วก็จะเป็นพิธีกรคู่กับพี่ในรายการ .."
"อืม ยินดีที่ได้รู้จักนะแล้วก็ยินดีที่ได้ร่วมงานกัน " ใบหน้าที่ว่าสวยแล้วแต่พอยิ้มออกมาเท่านั้นบรรยากาศรอบข้างดูสวยงามขึ้นทันตา เป็นคนที่หน้าสนใจจริงๆๆ
"ยินดีที่ได้รู้จักฮะ ขอเรียกฮีซอลเฉยๆก็แล้วกันนะฮะเรียกพี่ .. ฟังดูแก่ตายเลย."
ใจดวงเล็กไหวสั่นคลับคล้ายกับใครบางคน ใครบางคนที่ไม่ยอมเรียกเขาว่าพี่แต่แตกต่างกันที่เหตุผลเท่านั้น รอยยิ้มทะเล้นท่าทางอ้อนๆของเด็กรุ่นน้องทำให้ฮีซอลไม่ถือสารู้สึกเอ็นดูคิดว่าน่าจะทำงานไปด้วยกันได้ดี
"เฮ้ยมากไป ไอ้นี่ ลามปามใหญ่แล้ว "
คังอินจะเอื้อมมือไปตบกบาลเพื่อนตัวดี ด้วยความหมั่นไส้แต่อึนซกกลับวิ่งไปยืนอยู่ข้างหลังร่างบางถือโอกาศโอบรอบเอวบางได้เนียนๆ ยักคิ้วกวนอารมณ์คังอินอย่างเป็นต่อ .......
.ดูซิฮะเอะอะก็ใช้กำลังอย่างเดียวเป็นแบบนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไร คิดได้อยู่เรื่องเดียวจะจับกดพี่ลีทึกยังไงดี ..
"กึนซก แก !!!!!!"
คังอินตวาดชื่อเพื่อนเก่าด้วยอารมณ์รักใคร่อย่างบอกไม่ถูก วิ่งไล่ขับกึนซกทันทีรองเท้าผ้าใบคู่โปรด พยายามจะประทับตรากับก้นปอดๆของอีกฝ่าย แต่มันกลับดูเข้าทางของคนบางคน ที่ได้ใจกอดรัดร่างเพรียวบางเป็นเกาะกำบังหลบซ้าย หลบขวา จมูกโด่งลอบสูดดมกลิ่นหอมอ่อนๆหลายครั้งหลายครา ในขณะที่เจ้าตัวไม่ทันได้รู้สึกเอะใจยังคงหัวเราะสนุกสนานกับการเป็นโล่ห์กำบังมองดูคังอินหัวฟัดหัวเหวี่ยง วิ่งล้อมหน้าล้อมหวังตัวเอง
"ฮ่า ฮ่า พอ พอแล้วพวกนายสองคนชั้นปวดหัวไปหมดแล้ว .."
ฮีซอลเอ่ยห้ามศึกที่ดูท่าว่าจะไม่ยอมจบง่ายๆ คังอินยอมหยุดแต่โดยดี เดินกลับไปนั่งรอบริเวณห้องพักปล่อยให้ฮีซอลได้มีโอกาศอ่านสคริปงานที่เสียที แต่ก็ยังทิ้งสายตาเคืองขุ่นไว้ให้เพื่อนตัวดี.. การทำงานวันแรกถือ ผ่านไปได้ด้วยดีเด็กหนุ่มคนนี้มีพรสวรรค์แล้วยังทำให้คนรอบข้างมีความสุขได้ เข้ามาพูดคุยถามโน่นถามนี่ตลอดเวลา น่าแปลกที่ตัวเขาเองไม่ได้รู้สึกว่ารำคาญแต่อย่างใดไม่บ่อยนักที่คนถือตัวอย่างเขาจะสนิทใจกับใครง่ายๆ
"อ๊ะ เชือกผูกรองเท้าหลุด.."
ฮีซอลอุทาน เมื่อมองเห็นเชือกผูกรองเท้าผ้าใบสีชมพูปมหลุด ไม่ทันที่จะได้ก้มลง กึนซกก็นั่งลงตรงหน้าเอื้อมมือมาผูกเชือกรองเท้าให้ เงยหน้าขึ้นมองเจ้าตัวที่ยืนอึ้งๆอยู่กับการกระทำของอีกฝ่าย
"เหมือนซินเดอเรล่าเลยเนอะ เปลี่ยนจากรองเท้าแก้วมาเป็นรองเท้าผ้าใบแทน .."
กึนซกยิ้มสมใจเมื่อเห็นริ้วสีแดงที่ใบหน้าสวย .... บะ บ้า คนหน้าแดงพูดแค่นั้นก็จะเฉไฉมองนู้นมองนี่ไปตามเรื่องเรียกเสียงหัวเราะของหนุ่มรุ่นน้อง .
"เขินเป็นด้วย .. เข้าใจ เข้าใจคนหล่อก็งี้ ..ใครอยู่ใกล้ก็ต้องหวั่นไหวเป็นธรรมดา ."
"กึนซก "
ฮีซอลแหววใส่คนหลงตัวเองก่อนจะประสานเสียงหัวเราะกันดังลั่นสตู ทำให้โปรดิวเซอร์ทีมงานอดแปลกใจไม่ได้ที่พิธีกรสองคนสนิทสนมกันได้อย่างรวดเร็ว ทำให้เทปแรกเต็มไปด้วยสีสัน ความสนุก คังอินได้แต่ลอบยิ้มอย่างสมใจดีเกินคาดจริงๆๆ
"ซีวอน รีบกลับมาเร็วๆนะ ชั้นลงทุนลงแรงหาของขวัญชิ้นใหญ่ไว้ต้อนรับนายเชียวนะ .. หึ หึ ... "
เห้อ .. ใบหน้าสวยมู่ลงเล็กน้อย. วันนี้คังอินติดงานกระทันหันทำให้ฮีซอลจะต้องกลับเอง ถ้ารอให้รถที่บริษัทมารับก็ต้องรอนานอีกเป็นชั่วโมงคนอย่างเขารอนานอยู่เฉยเป็นที่ไหนกันเล่าถ้าจะให้นั่งรถเมลล์กลับก็ต้องเดินออกไปอีกตั้ง 300 เมตรเหงื่อออกกันพอดีถ้าขึ้นรถเมลล์ได้ก็ต้องไปเบียดเสียดกับคนอื่นๆอีก
"มีเรื่องอะไรดีเหรอฮะ หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสเชียว "
เสียงทุ้มที่ดังจากข้างหลังทำให้ฮีซอลสะดุ้งตกใจหันกลับไปอย่างรวดเร็ว เป็นไปตามแผนการตื้นๆที่อีกฝ่ายจงใจยืนหน้าเข้าไปชิดด้านหลัง เมื่อแก้มใสเฉียดจมูกโด่งเข้าอย่างจังแก้มเนียนหอมกรุ่นค่อยๆเป็นค่อยๆไปกึนซกเด็กหนุ่มย้ำเตือนในใจ ก่อนจะแสดงทีท่าตกอกตกใจ
"เฮ้ย.... ฮีซอลแหม แอบชอบเขาอยู่ก็ไม่บอก ไม่เห็นต้องอ่อยเขาขนาดนี้เลย .."
"เด็กบ้า มาไม่ให้สุ่มให้เสียง .นี่แน่ะ" มือเรียวบีบจมูกโด่งไปมา. เป็นโอกาศให้มือใหญ่ถือโอกาศกุมทันที.
"ทำไมยังไม่กลับอีกฮะ "
"ก็คังอินน๊ะซิดันติดธุระด่วนมารับไม่ได้ ชั้นก็เลยต้องกลับเองเซ็งชะมัด.."
ใบหน้าสวยยู่ลงประกอบคำพูดว่าเซ็ง ริมฝีปากบางเม้มขบเม้มแน่นอีกคนได้แต่จ้องมอง อยากบดเบียดกลีบปากหนาลงไปสัมผัสนักว่าจะหอมหวาน อุ่นนุ่มปานใดจ้องมองจนเจ้าของรู้สึกตัว.
"นี่.. นี่กึนซกเหม่ออะไร " มือเล็กโบกไปมาเมื่อเห็นกึนซกเงียบไป เอียงคอช้อนสายตามองอย่างน่ารัก อากัปกิริยาที่ทำไปโดยธรรมชาติไม่มีเจตนาจะยั่วยวนใคร..
"ไม่มีอะไรหรอก ไปเถอะเดี๋ยวผมไปส่ง "
มือใหญ่ลากจูงอีกคนที่ยังไม่รู้ตัวว่ามืออีกข้างถูกเกาะกุมไว้นานเพียงใด เดินตามแต่โดยดีเพราะมีคนไปส่งแล้วนี่ไม่เห็นมีอะไรจะต้องให้คิดมากพอเดินออกมายังบริเวณนอกสตูดิโอเท่านั้น ไหล่เล็กก็ห่อตัวด้วยความหนาวเย็นทันที ... เสื้อคลุมตัวใหญ่จากเด็กหนุ่มรุ่นน้องก็ถูกถอดมาคลุมให้ทันที..
ฮีซอลเงยหน้าขึ้นสบตาริมฝีปากบางที่กำลังเตรียมเอ่ยคำปฏิเสธถูกนิ้วเรียวยาววางลงอย่างแผ่วเบา เป็นเชิงห้ามไว้ไม่ให้พูด พร้อมออกเดินนำไปยังบริเวณที่จอดรถที่อยู่ห่างออกไป ใบหน้าหวานได้แต่ส่งยิ้มขอบคุณให้กับแผ่นหลังกว้าง.
เด็กหนุ่มที่เดินนำหน้าพยายามที่จะไม่หันกลับไปมอง ใบหน้าสวยหวานและท่าทางน่ารักนั่นอีกก่อนที่ความอดทนอดกลั้นของตัวเองจะหมดลง แปลกใจกับความรู้สึกอันรุนแรงของตัวเอง ไม่กี่วันเพียงเวลาไม่กี่วันเขาก็พูดได้อย่างเต็มปาก เต็มคำว่ารัก รักคิม ฮีซอลเหลือเกิน...
ความเงียบสงบและสงครามประสาท บรรยากาศมาคุกลับมาสู่บ้านเอสเจอีกครั้ง เด็กหนุ่มร่างสูงยาวนอนเหยียดเต็มโซฟาใหญ่เหนื่อยอ่อนจากการขับรถเป็นเวลากว่า 6 ชั่วโมงโดยไม่พักหายใจเข้าออกสม่ำเสมออย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว ว่ากลายเป็นศูนย์กลางสายตาของเพื่อนๆร่วมวงโดยไม่มีใครเดินเข้ามาปลุก...
ดงเฮได้แต่ฮึดฮัดอารมณ์ไม่ดีอยากตรงเข้าไปบีบคอคนตรงหน้าให้ตายคามือ ซองมินก็คันปากยิบๆอยากถามใจจะขาดว่ามันเกิดอะไรขึ้นระหว่างซีวอนกับพี่ฮีซฮลกันแน่
"จะไปทำอะไรก็ทำกัน จ้องมองไปซีวอนมันก็ไม่มีเขางอกออกมาหรอกนะ ....."
ในที่สุดลีทึกก็ได้แต่ไล่ให้น้องแยกย้ายกัน ปวดหัวจริงๆแต่ละคนใครก็ได้บอกทีว่าพวกนี้มัน 18-19 กันแล้วนิสัยแต่ละคนอย่างกับเด็ก เสียงรถยนต์ที่แล่นเข้ามาจอดหน้าบ้านทำให้คนเรียบร้อย ไม่ค่อยอยากรู้อยากเห็นอย่างดงเฮ ฮยอคแจและซองมิน วิ่งออกไปดูพร้อมกันอย่างไม่ได้นัดแนะ....
สามลิงวิ่งกลับเข้ามาอย่างหน้าตาตื่น ลีทึกมองตามก็พบว่าฮีซอลที่ยังหลับลึกสนิทไม่มีที่ท่าว่าจะตื่นแต่อย่างใด ถูกโอบอุ้มมาโดยเด็กหนุ่มหน้าตาดีมือเรียวขยุ้มกำอกเสื้ออีกคนไว้แน่น กึนซกเดินเข้ามายังห้องที่ทุกคนรวมตัวกันอยู่มองดูโซฟาตัวใหญ่ที่พอจะวางร่างเล็กลงได้ก็ถูกจับจองไว้ก่อนแลัวได้แต่ส่งสายตา เป็นเชิงถามว่าจะให้ทำยังไงกับคังอินที่ยิ้มเย็นๆอย่างสมใจ
คังอินเดินเข้าไปหาคนที่หลับสนิทอยู่ทันที มือหนาเขย่าแขนแรงพร้อมเรียกอย่างเสียงดัง
"ซีวอนตื่น ซีวอนกลับไปนอนห้องนายไป ... "
ปกติซีวอนเป็นคนที่ปลุกไปยากอยู่แล้วถ้าเทียบกับสมาชิกคนอื่นไม่นานแขนยาวก็บิดไล่ควาเหนื่อยล้าจากการเดินทาง ดวงตาปิดสนิทลืมขึ้นในที่สุดแต่แสงสว่างจากแสงไฟก็ทำให้ดวงตาคมต้องกระพริบหลายครั้งเพื่อปรับตัว ..
ภาพตรงหน้าทำให้ซีวอนมึนงงหลับตาลงอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าเป็นแค่ภาพฝัน แต่เมื่อเปิดเปลือกตาขึ้นอีกครั้งภาพตรงหน้ากลับยิ่งชัดเจนขึ้นไปยิ่งกว่าเดิม ร่างบอบบางที่เขาเคยกกกอด ครอบครองจูบดูดดื่มในคืนนั้น ถูกคนแปลกหน้าโอบอุ้มอย่างถนุถนอม
มือเล็กที่กำอกเสื้อชายหนุ่มไว้ ทำร้ายหัวใจสีดำให้เจ็บปวด.. ซีวอนสะบัดหัวไล่ความมึนงงเขาไม่อยู่หลายวันมันเกิดอะไรขึ้นบ้างกับ ร่างบางตรงหน้า...
"อ้าว นั่งงงอยู่นั่นแหละ.. กึนซกนายพาพี่ฮีซอลไปนอนที่ห้องเลยดีกว่า.."
คังอินเดินนำหน้าไปยังห้องนอนทันทีกึนซกพยักหน้ารับและเดินตามไปอย่างระมัดระวังว่าจะทำให้เจ้าหญิงนิทราต้องลืมตาตื่น ซีวอนได้แต่มองตามด้วยความรู้สึกที่ตีมั่วกันไปหมดไม่รู้ว่าอยู่ในอารมณ์แบบไหนกันแน่ อยากห้าม หวงร่างกายที่เป็นของเขาแต่ผู้เดียว อยากตามเข้าไปในห้องแต่สายตามของคังอินที่มองมาอย่างคาดโทษทำให้ซีวอนพูดไม่ออก ความมั่นใจที่มีมาหมดลงในอย่างรวดเร็วนั่งนิ่งเงียบโกรธตัวเองทำไมไม่กลับมาให้เร็วกว่านี้
สมาชิกที่เหลือต่างก็กระจายเข้าห้องใครห้องมันทันทีรังสีอัมหิตที่แผ่ออกมาทำให้รู้สึกหนาวแปลกๆ
"ไปนอนที่ห้องไปซีวอน พรุ่งนี้ยังมีงานอีก "
ลีทึกบอกทิ้งท้ายและพูดต่อประโยคในใจว่า .. พรุ่งนี้ยังมีบทเรียนราคาแพง รอนายอยู่เรื่องสนุกกำลังเพิ่งจะเริ่มแค่นั้นเอง ...
edit @ 5 Nov 2009 17:38:57 by huhucat
ในที่สุดก้อมีเอ็นซีโผล่มา
(เเบบว่ารอมานานแล้ว อิอิ)
#1 By isoxosi (202.28.180.202) on 2009-11-05 21:02